toumi foods and product
toumi foods and product main toumi foods and product e-mail toumi foods and product site map

Toumi Foods Business News

การทำ เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง http://www.kasetorganic.com แนะนำการทำเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียง ตามรอยพ่อหลวง Mon, 10 Apr 2017 07:51:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=4.7.3 ปลูกผักบุ้งในโอ่ง ดีอย่างไร http://www.kasetorganic.com/thai-morning-glory.html Mon, 20 Feb 2017 04:24:04 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=5190 ขึ้นชื่อว่า ผักบุ้ง ถือเป็นผักท้องถิ่นของไทยมาอย่างช้านาน เรียกได้ว่าเป็นอาหารได้ตั้งแต่ร้านข้างทางไปจนถึงภัตตาคารใหญ่ๆ ผักบุ้งจึงมีคุณค่ามากและมีประโยชน์มากมายนานับประการ ดังนั้นเกษตรที่เลือกปลูกผักอินทรีย์ จึงสามารถทำรายได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลพื้นฐานของ ผักบุ้ง เป็นผักแบบไม้เลื้อยล้มลุกมีอายุอยู่ได้นานหลายปี ลำต้นมีลักษณะกลมสีเขียว หรือสีม่วงแดง มีรากออกตามข้อปล้องของลำต้น มักเจริญเติบโตอยู่ตามดินที่ชื้นแฉะหรือในน้ำ สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย และเป็นพืชท้องถิ่นของคนไทยมาช้านานแล้ว

วิธีการปลูกผักบุ้งในโอ่ง

วิธีการปลูกผักบุ้งในโอ่ง

ขั้นตอนนั้นไม่ยากเลย ทำเหมือนกับการปลูกผักบุ้งตามแปลงดินทั่วไป แม้แต่การปลูกผักบุ้งในกระถางก็สามารถจำมาดัดแปลงใช้กับการปลูกแบบในโอ่งได้ง่ายมาก คือการผสมดินปลูกลงในตะกร้า หรือนำดินปลูกลงในก้นโอ่งได้เลย
อุปกรณ์สำหรับการปลูกผักบุ้งในโอ่ง เตรียมดังนี้
– โอ่ง ไม่จำกัดขนาด ไม่ต้องเจาะก้นโอ่ง
– ตะกร้า ไว้สำหรับทำแปลงปลูก ให้เล็กกว่าก้นโอ่งเล็กน้อย หรือไม่มีก็ได้
– ดินปลูก ใช้ดินปลูกผักทั่วไป หรือดินผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์แล้ว
– กระสอบเก่า กระดาน หรือตาข่ายเก่า ไว้สำหรับคลุมปากโอ่ง

เริ่มปลูกผักบุ้งในโอ่งกันเลย โดยการนำดินปลูกที่ผสมแล้วใส่ตะกร้าที่เตรียมไว้ หรือนำดินที่ผสมแล้วใส่ลงในก้นโอ่ง ให้มีความสูงจากก้นโอ่งประมาณ 3-5 นิ้ว (เนื่องจากในระยะต่อไปจำเป็นต้องรดน้ำ และเราไม่ได้เจาะก้นโอ่งเพื่อระบายน้ำออก ทำให้อาจมีการขังภายในก้นโอ่ง จึงจำเป็นต้องใช้ระดับดินสูงเล็กน้อยเพื่อป้องกันดินกับน้ำผสมกันจนต้นผักบุ้งล้ม ตะกร้า สามารถช่วยให้ต้นผักบุ้งยืนต้นได้กรณีน้ำภายในโอ่งมีมากเกินไป เมื่อนำดินลงเรียบร้อยจนได้ระดับดีแล้ว ให้ทำการหยอดเมล็ดผักบุ้ง ส่วนใหญ่ใช้เมล็ดผักบุ้งแก้ว เนื่องจากโตเร็ว ต้นสวย และตลาดมีความนิยม จำนวนเมล็ดที่ใช้ ตามความต้องการ แต่ไม่ควรแน่นจนเกินไป

เมื่อหยอดเมล็ดแล้วให้รดน้ำจนดินชุ่มแต่ไม่แฉะ รอจนกว่าจะผักบุ้งแทงยอดอ่อน แล้วเริ่มใช้กระสอบเก่า หรือตาข่าย ปิดบังแสง (แต่ต้องให้อากาศเข้าได้) ทิ้งไว้อีกระยะจนยอดผักบุ้งสูงเกือบถึงปากโอ่ง จึงสามารถตัดยอดไปรับประทานได้ กรณีไม่มีเมล็ด ผักบุ้งแก้วสามารถนำกิ้งมาปักชำได้เลย แต่การปักชำกิ่งผักบุ้งแก้ว จำเป็นต้องรดน้ำให้ดินปลูกแฉะ หรือน้ำท่วมดินปลูกเล็กน้อย แล้วเริ่มปักชำได้เลย จำนวนตามต้องการแต่ไม่ควรแน่นจนเกินไป และเมื่อเสร็จแล้วใช้ตาข่ายปิดปากโอ่ง รอจนกว่าผักบุ้งจะแตกยอดใหม่ และตัดยอดนำไปรับประทานได้เลย

วิธีการปลูกผักบุ้งในโอ่ง

จุดประสงค์ของการปลูกผักบุ้งในโอ่งคืออะไร

เนื่องจากผักบุ้งเป็นผักต้องการแสง วิธีการปลูกผักบุ้งในโอ่งนี้ดัดแปลงมาจากการปลูกผักบุ้งในนาที่มีน้ำท่วมสูง แต่ผักบุ้งไม้ตาย และสามารถแทงยอดสูงขึ้นพ้นเหนือน้ำได้ ทำให้ได้ลำต้นที่เป็นส่วนของยอดสูงและอวบอิ่ม แต่ใบน้อยและเล็ก เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเลือกที่จะรับประทานยอดผักบุ้งมากกว่ารับประทานใบ วิธีนี้คล้ายๆ กับการปลูกหน่อไม้ฝรั่งสีขาวนั่นเอง

วิธีการปลูกผักบุ้งในโอ่ง

การปลูกผักบุ้งในโอ่งดีอย่างไร

ผักบุ้งเป็นผักไม้เลื้อยและผักล้มลุก แต่มีอายุเก็บเกี่ยวนาน และมีการแตกยอดอยู่เรื่อยๆ ตราบใดที่ต้นหลักยังคงได้รับสารอาหารเพียงพอ อีกทั้งยังสามารถแตกเป็นต้นใหม่ได้ด้วยการปักชำที่แสนง่ายดาย ดังนั้น เมื่อผักบุ้งอยู่ในโองและมีความต้องการแสง จึงจำเป็นต้องสร้างลำต้นให้สูงพ้นปากโอ่งเพื่อต้องการแสงมาสังเคราะห์อาหารอยู่ตลอดเวลา การตัดลำต้นผักบุ้งให้ต่ำเกือบติดโคน จึงเป็นวิธีที่ทำให้ผักบุ้งแตกยอดใหม่อย่างต่อเนื่อง และยังได้ลำต้นที่เป็นยอดที่ยาว ไม่แข็งเหมือนกับการปลูกในแปลงทั่วไปที่ผักบุ้งสามารถสังเคราะห์แสงได้อย่างเพียงพอ นี่จึงเป็นข้อดีของการปลูกผักบุ้งในโอ่ง ที่สามารถเก็บเกี่ยวยอดผักบุ้งที่ยาว ได้นาน เท่าที่สารอาหารในโอ่งจะเพียงพอให้ผักบุ้งแตกยอดมาใหม่

สูตรน้ำหมักชีวภาพสำหรับบำรุงดิน น้ำ ใช้ผักบุ้ง 2 กิโลกรัม หยวกกล้วยอ่อน 3 กิโลกรัม และกากน้ำตาล 2 กิโลกรัม หมักรวมกันทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก่อนนำไปใช้ เมื่อครบกำหนดใช้น้ำหมัก 3 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นทางใบ การใส่น้ำหมักชีวภาพลงไปในแปลง จะเป็นการช่วยสร้างแพลนตอนในน้ำ และไม่ทำให้น้ำในแปลงเน่าเสีย

]]>
จะเลี้ยงกุ้ง ควรเริ่มต้นอย่างไรดี http://www.kasetorganic.com/crayfish.html Tue, 06 Dec 2016 07:22:20 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=5175 ก่อนอื่นต้องถามใจตัวเองก่อนว่า เลี้ยงกุ้งไปเพื่ออะไร? เลี้ยงเพราะอยากเลี้ยงตามคนอื่น หรือเลี้ยงเพราะมันสวยดี หรือเลี้ยงไว้ขาย ทำกำไร หรืออื่นๆ เพราะจุดประสงค์ของแต่ละอย่างในการเลี้ยงกุ้งนั้น แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

และการเลี้ยงกุ้ง ก็ต้องแยกออกไปอีกเยอะแยะ เพราะกุ้งมีทั้งเป็นกุ้งน้ำเค็ม กุ้งน้ำกร่อย กุ้งน้ำจืด ในที่นี้มาว่ากันในเรื่องของ กุ้งน้ำจืด ซึ่งก็จะมีสายพันธุ์อยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วการแยกแยะกุ้งประเภทนี้ นิยมแยกกันเพียง 2 สายนั่นคือ สาย P และสาย C แล้วสายพันธุ์อย่างที่ว่าคืออะไร?

การจำแนกวงศ์สกุลของกุ้ง (สาย P และสาย C)

เครย์ฟิชนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วงศ์ใหญ่ ๆ คือ Astacoidea และ Parastacoidea

Astacoidea ซึ่งเป็นวงศ์ใหญ่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป แบ่งเป็นวงศ์ย่อยได้อีก 2 วงศ์คือ Astacidae พบในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ หรือในที่ราบต่ำที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและออกซิเจนที่ผุดออกมาจากน้ำพุใต้ดิน โดยกุ้งที่บ้านเราเรียกกันว่าสาย P นั้น ก็จัดอยู่ในกลุ่มของ Astacidae ซึ่งถูกให้ชื่อว่า Procambarus clarkii และ Cambaridae พบได้ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกาเหนือมีการค้นพบเครฟิชมากกว่า 330 ชนิด ใน 9 สกุล

กุ้งสาย P จุดเด่นคือ ก้ามหนาม

กุ้งสาย P จุดเด่นคือ ก้ามหนาม

Procambarus clarkii หรือ กุ้งแดง หรือ กุ้งญี่ปุ่น (Red swamp crawfish, Louisiana crayfish) เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีรูปร่างบึกบึน ก้ามใหญ่โตแข็งแรง มีหนามเป็นตุ่มทั้งที่ก้ามทั้ง 2 ข้าง และบริเวณส่วนหัว มีขนาดยาวเต็มที่ได้ถึง 5.5–12 เซนติเมตร (2.2–4.7 นิ้ว) น้ำหนัก 50 กรัม เป็นกุ้งน้ำจืดที่กระจายพันธุ์อยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ของรัฐลุยเซียนา ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกุ้งที่บ้านเราเรียกกันว่ากุ้งสาย P นั้น ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ โดยรวมแล้วเครฟิชในวงศ์นี้ มีรูปร่างใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ก้ามมีหนาม ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 20 เซนติเมตร โดยเครย์ฟิชในวงศ์ Procambarus clarkii นี้ได้แก่กุ้งสายพันธุ์ดังนี้

  • Procambarus versutus
  • Procambarus vasquezae
  • Procambarus toltecae
  • Procambarus spiculifer
  • Procambarus pubescens
  • Procambarus enoplosternum
  • Procambarus cubensis
  • Procambarus alleni (Blue Florida, Florida Hammer)
  • Procambarus sp. (Marble Crayfish, Marmor Krebse)
  • Procambarus clarkii (ไบท์ออเรนท์ sp. Orange, สโนว์ sp. White, กุ้งแดง sp. red, โกส, อัลเลนนี่ ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้)

Parastacoidea ถิ่นกำเนิดในภูมิภาคโอเชียเนียและอีเรียน จายา เครย์ฟิชในวงศ์นี้ก้ามจะไม่มีหนาม (บ้านเราเรียกกุ้งชนิดนี้ว่ากุ้งสาย C)

กุ้งสาย C จุดเด่นคือก้ามโต ไม่มีหนาม

กุ้งสาย C จุดเด่นคือก้ามโต ไม่มีหนาม

กลุ่มวงศ์ที่ชื่อว่า Parastacoidea หรือที่นิยมเรียกกันว่า กุ้งสาย C นั้น มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ, ทวีปยุโรป, โอเชียเนียและบริเวณใกล้เคียง เช่น อีเรียนจายา และเอเชียตะวันออก ปัจจุบันมีการอนุกรมวิธานเครย์ฟิชไปแล้วกว่า 500 ชนิด ซึ่งกว่าครึ่งนั้นเป็นเครย์ฟิชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ก็ยังมีอีกหลายร้อยชนิดที่ยังไม่ได้รับการอนุกรมวิธาน อีกทั้งหลายชนิดยังมีความหลากหลายทางสีสันมากอีกด้วย ส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อสกุล Cherax ทั้งหลาย ลักษณะเด่นของกุ้งสาย C นี้คือ ก้ามโต และไม่มีหนาม ซึ่งเมื่อโตเต็มที่ ขนาดตัวจะอยู่ที่ประมาณ 30-40 เซนติเมตร ได้แก่กุ้งสายพันธุ์ดังนี้

  • Cherax Quadricarinatus : กุ้งก้ามแดง
  • Cherax Destructor : กุ้งเดสทรัคเตอร์
  • Cherax Albidus : กุ้งบลูเพิร์ล/อบิดัส
  • Cherax Tenuimanus : กุ้งมารอน
  • Cherax Holthuisi : กุ้งแอปปิค็อต
  • Cherax Sp.BlackOrange Tip : กุ้งแบล็คออเร้นทิป
  • Cherax Sp.Black Orange Tail : กุ้งแบล็คออเร้นเทล
  • Cherax Sp.Irian Jaya : กุ้งอิเรียนจาย่า
  • Cherax Sp.Tri-Color : กุ้งไตรคัลเลอร์
  • Cherax Sp.Blue Moon : กุ้งบลูมูน
  • Cherax Sp.Red Brick : กุ้งนิวเรด
  • Cherax Peknyi : กุ้งม้าลาย

ที่มา : wikipedia.org / facebook.com
ภาพประกอบ ตามลายน้ำในภาพ

]]>
เกษตรอินทรีย์ กับ การปลูกต้นอะโวคาโด http://www.kasetorganic.com/avocado.html Thu, 09 Jun 2016 06:36:18 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=5141 อะโวคาโด ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยอีกชนิดหนึ่ง หลายคนเข้าใจว่าผลไม้ชนิดนี้ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่รู้หรือไม่ว่า ในประเทศไทยเราเอง สามารถที่จะปลูกต้นอะโวคาโดได้และให้ผลผลิตดีไม่แพ้ต่างประเทศเลยทีเดียว สำหรับต้นอะโวคาโดนั้น อาจอยู่นอกสายตาของเกษตรกรหลายๆ คน แต่ปัจจุบันตลาดมีความต้องการสูงมาก และแทบไม่เพียงพอกับความต้องการ

สำหรับผลไม้ชนิดนี้คงไม่ต้องเอ่ยเรื่องสรรพคุณและคุณค่าทางอาหารกันมาก เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าดีต่อร่างกายอย่างไร (ดูคุณสมบัติอะโวคาโดที่ wikipedia) แม้อะโวคาโดจะเป็นพืชเมืองหนาว และต้องการความเย็นในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต ดูเหมือนอาจไม่เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรานัก แต่พื้นที่ปลูกที่พบชัดเจนในประเทศไทยกลับเป็นที่ปากช่อง ซึ่งสามารถให้ผลผลิตได้ดี ไม่แพ้ในแถบพื้นที่ภาคเหนือเลยด้วยซ้ำ

ปลูกต้นอะโวคาโด

การปลูกอะโวคาโด จุดแรกเริ่ม มาจากการนำเข้าพันธุ์มาทดลองปลูกและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และขยายพื้นที่ปลูกอย่างจำกัดเฉพาะในพื้นที่เขตภาคเหนือ ต่อมาความสนใจในการบริโภคจากกลุ่มคนรักสุขภาพมีมากขึ้น จึงทำให้อะโวคาโดกลายเป็นผลไม้ที่มีความต้องการของตลาดสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน พื้นที่ปลูกอะโวคาโดยังมีน้อย ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

การปลูกต้นอะโวคาโด

การปลูกอะโวคาโด ให้ได้ผลดี

อะโวคาโดเป็นพืชที่ปลูกง่าย แทบไม่ต้องมีการดูแลมากมายอะไร สามารถปลูกแซมในสวนผลไม้อื่นได้ ถ้าพันธุ์ที่ต้นเล็ก จะมีทรงพุ่มเล็ก ก็จะสามารถปลูกโดยใช้ระยะปลูก 6 เมตรต่อ 1 ต้น หากเป็นพันธุ์ที่ต้นใหญ่จะใช้ระยะปลูก 8 เมตรต่อ 1 ต้น เพื่อไม่ให้แออัดเกินไป เมื่อต้นสูงประมาณ 1 เมตร ก็ให้ปุ๋ยบ้าง 1-2 เดือนครั้ง อะโวคาโดเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ หลังปลูกผ่านไป 3 ปี ก็สามารถให้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวได้แล้ว และจะให้ผลผลิตมากขึ้นเมื่ออายุ 5-6 ปี สำหรับสวนของคุณสำเริง ที่ปากช่องนั้น ผลผลิตต้นหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 400-500 กก. อะโวคาโดจะให้ผลผลิตประปรายตลอดทั้งปี แต่จะมีผลผลิตมากในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. หรือในช่วงฤดูฝน

วิธีการปลูกต้นอะโวคาโด

เริ่มต้นจากการเพาะเมล็ด มี 3 แบบคือ

การปลูกต้นอะโวคาโด การเพาะเมล็ดอะโวคาโด

  • แบบทั่วไปทำง่าย โดยการใช้ไม้จิ้มฟันเสียบรอบเมล็ดอะโวคาโด ไม้จิ้มฟันเป็นตัวค้ำยัน แล้วจุ่มแช่น้ำเอาไว้จนกว่ารากจะงอก
  • แบบมีวัสดุช่วย คือห่อกระดาษชำระ (ควรเลือกกระดาษชำระที่ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน) เพราะผู้เขียนทดลองแล้วหากกระดาษชำระมีสารเคมี (สารเพิ่มกลิ่นหอม/สารเพิ่มความขาว) เมล็ดจะไม่งอกและจะเน่าไปเลย โดยสามารถนำกระดาษชำระมาห่อเมล็ดเพียงครึ่งลูกแล้วจุ่มน้ำจนชุ่ม รอให้งอก
  • แบบมีวัสดุช่วยอื่นๆ เช่น ขุยมะพร้าวหรือดินใส่ลงไปแล้วก็จัดการกดเมล็ดอะโวคาโดให้จมลงครึ่งลูก รดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกต้นอะโวคาโด การเพาะเมล็ดอะโวคาโด

ทั้ง 3 วิธีนี้เมื่อทำเสร็จแล้วให้จัดการปิดขวดจนกว่าจะมีรากและยอดแทงออกมาจากเมล็ดอะโวคาโด จึงค่อยๆ เปิดฝาและเติมน้ำอย่าให้ขาด ระยะเวลารากงอกนั้น รอไปอีกสัก 2-3 เดือนเลย จนกว่ารากจะงอกออกมายาวและแข็งแรงพอ และมีใบอ่อนสัก 5-6 ใบ จากนั้นจึงจะสามารถนำไปปลูกลงดินหรือลงในกระถางได้ (ดูวิธี การเพาะเมล็ดแบบไม่ใช้ดิน อื่น)

ขั้นตอนต่อไปเมื่อได้ต้นกล้าแล้ว ควรจำไว้ว่า ต้นโวคาโดชอบแดดจัด (แต่ไม่ชอบร้อน) จึงควรวางกระถางในที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มวันในที่ๆ อากาศถ่ายเทสะดวกไม่อบอ้าว หากอากาศร้อนเกินควรพรางแสงด้วยการวางกระถางไม้อื่นเพื่อช่วยเป็นพี่เลี้ยง หรือปลูกลงดินในที่ๆ มีแสงไม่จัดมากก็ได้ ปลูกใต้ต้นมะละกอ หรือแซมในสวนผลไม้อื่น หรือหาวัสดุมาพรางแสงมาบัง รดน้ำ 2 วันครั้ง ไม่ชอบน้ำแต่ไม่ควรให้ขาดน้ำ รดน้ำไม่ให้แฉะและไม่ชื้นจนเกินไปรากจะเน่า ดินต้องระบายน้ำได้ดี (แนะนำดินร่วนปนทรายผสมขุยมะพร้าวหรือกาบมะพร้าวสับ) การแยกต้นกล้าลงดิน ไม่ควรให้น้ำท่วมราก รากจะเน่า ต้นอะโวคาโดหาน้ำเองเก่ง หากเพาะเมล็ดให้เกิดรากแก้วจะดูแลง่ายกว่า

เมื่อต้นอ่อนในกระถางมีความสูงประมาณ 6-7 นิ้ว ให้ตัดยอดออก เพื่อช่วยเร่งให้เกิดการแตกยอดใหม่ และเมื่อมีความสูงประมาณ 12 นิ้ว ก็ให้เด็ดยอดอ่อนออกให้แตกยอดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะได้ทรงพุ่มสวย รอบโคนต้นไม่ควรมีวัชพืช เพราะจะมาแย่งอาหารหมด ต้นโตช้า

สูตรเร่งอะโวคาโดโตไว ให้ใช้ปุ๋ยสูตรที่มีตัวหน้าเยอะๆ ผู้เขียนแนะนำปุ๋ยอินทรีย์จากผักตบชวา โดยนำผักตบชวามากองๆ สุมๆ ไว้ให้ย่อยสลายเป็นบางส่วนแล้วนำมาเป็นวัสดุปลูก จะทำให้ต้นอะโวคาโดติดยอดและให้ผลผลิตดี สูตรนี้ใช้ได้กับไม้ผลทุกชนิด

เกษตรอินทรีย์กับผลอะโวคาโด ผลดิบไม่สามารถรับประทานได้ เพราะมีสารแทนนินในปริมาณมากและมีรสขม หากรับประทานในปริมาณมากอาจจะทำให้ปวดศีรษะได้ แต่สามารถนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำที่ต้องการสารแทนนินได้ เช่น สัตว์เปลือกแข็งเช่น กุ้ง หอย ปู ที่ต้องการสารแทนนิน เพื่อให้ส่งผลในการยับยั้งการขับถ่ายเป็นการชั่วคราว ลดอัตราการเกิดโรคขี้ขาว (สารแทนนินมักจะมีอยู่ในผักผลไม้ที่มีรสฝาด ขม แต่สามารถขจัดแทนนินได้ด้วยการทำให้มันสุก)

การปลูกต้นอะโวคาโดในกระถาง

สายพันธุ์อะโวคาโด ปลูกพันธุ์ไหนได้ผลดี

  • พันธุ์ปีเตอร์สัน (Peterson) ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลืองอมเขียว รสดีเมล็ดใหญ่อยู่ในช่องเมล็ดแน่น เป็นพันธุ์เบา เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่นิยมที่สุดและมีคุณสมบัติที่ดี
  • พันธุ์บูธ 7 (Booth-7) เป็นลูกผสมระหว่างเผ่ากัวเตมาลัน และเวสต์อินเดียนผลลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดกลาง น้ำหนัก 300-500 กรัม ผิวผลขรุขระเล็กน้อยสีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสดี เมล็ดขนาดกลาง มีไขมัน 7-14เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผลประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
  • พันธุ์บูธ 8 (Booth-8) ลักษณะผลรูปไข่ ขนาดเล็กถึงกลาง น้ำหนักประมาณ 270-400 กรัม ผิวผลขรุขระเล็กน้อย สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีครีมอ่อนรสชาติพอใช้ มีไขมัน 6-12 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดกลางถึงใหญ่อยู่ในช่องเมล็ดแน่น ฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม
  • พันธุ์แฮสส์ (Hass) เป็นพันธุ์การค้าอันดับ 1 ของโลก เป็นพันธุ์เผ่ากัวเตมาลัน ลักษณะผลรูปไข่ ผิวผลขรุขระมาก ผิวสีเขียว เมื่อสุกอาจเป็นสีเขียวเข้มหรือม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 200-300 กรัม เนื้อผลสีเหลือง มีไขมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เก็บเกี่ยวผลได้ในเดือนพฤศจิกายนแต่พันธุ์แฮสส์ มีปัญหาหากความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตไม่ค่อยดี

การปลูกต้นอะโวคาโดในกระถาง

การปลูกอะโวคาโด ในประเทศไทย

อโวคาโดเมืองปากช่อง

“สวนคุณสำเริง กลั่นกลิ่น เกษตรกรชาว อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่สนใจอะโวคาโดมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วและได้นำต้นมาทดลองปลูกที่สวนซึ่งก็เจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดี ประกอบหลายสิบปีก่อนนั้น ทางสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องก็ได้มีการนำพันธุ์อะโวคาโดมาทดลองปลูกเพื่อศึกษาวิจัยและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมาก เพราะตอนนั้นตลาดอะโวคาโดยังไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น คุณสำเริงซึ่งสนใจไม้ผลชนิดนี้อยู่แล้ว จึงได้ไปนำพันธุ์อะโวคาโดจากสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องและไปหาพันธุ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือมาทดลองปลูกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีต้นอะโวคาโดอยู่มากกว่า 500 ต้น ที่ปลูกแซมไว้ในสวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นอายุ 8-10 ปี และในแต่ละปีอะโวคาโด 500 ต้นทำเงินให้กับคุณสำเริงไม่น้อยเลยทีเดียว” ที่มา vigotech.co.th

ภาคใต้ก็ปลูกอะโวคาโดได้

ที่ชุมพร มีต้นอะโวคาโดในสวนผลไม้แบบผสมผสาน ของคุณทองทิม สีถาการ ที่จังหวัดชุมพร สวนอะโวคาโดอยู่ในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ เคยปลูกกาแฟมาก่อน แต่มีปัญหาดินเปรี้ยว จึงเปลี่ยนมาเป็นปลูกผลไม้แบบผสมผสาน ปาล์ม ทุเรียน มังคุด และอะโวคาโด โดยแก้ปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมโดยการปลูกแซมผลไม้ชนิดอื่น และให้น้ำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งกรณีขาดน้ำฝน ในภาคใต้มีฝนตกชุกจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำมากนัก แต่ก็ใช้เวลานานถึง 3 ปีถึงให้ผลผลิต สนใจปลูกอะโวคาโดในภาคใต้ ดูแบบอย่างที่สวน คุณทองทิม สีถาการ ที่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 2 บ้านล่าง ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่มา www.technologychaoban.com

เกษตรอินทรีย์ กับ การปลูกต้นอะโวคาโด

ข้อควรจำ อะโวคาโด เป็นไม้ผลที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ในการปลูกอะโวคาโดในเมืองไทยเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น อาจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสมทั้งสภาพอากาศและแร่ธาตุที่จำเป็นในการปลูก อาจจะทำให้ลำต้นแกร็นและเล็กและใช้ระยะเวลานานกว่าจะให้ผลผลิต แต่หากลองปลูกไว้ดูเล่นข้างบ้าน ก็ให้ร่มเงาได้ดี

ภาพ การเพาะเมล็ดอะโวคาโด อ้างอิงจาก chuchart9.wordpress.com / ภาพ-เรื่องบางส่วนจาก www.homeidea.in.th

เรียบเรียงใหม่โดย www.kasetorganic.com

]]>
งูเข้าบ้าน แก้ปัญหาอย่างไร http://www.kasetorganic.com/snake.html Tue, 03 May 2016 06:09:20 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=5135 ปัญหางูเข้าบ้าน มักกวนใจสำหรับผู้มีลูกเด็กเล็กแดง หรือผู้สูงอายุในบ้าน โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ที่สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย มักเข้ามาหลบจับจองพื้นที่บริเวณสวนหน้าบ้าน และซอกเล็กๆ ข้างบ้าน บางครั้งมีเข้ามาในบ้านอยู่ด้วยกันเลยกับเจ้าของบ้านก็มี ปัญหาเหล่านี้แก้ไม่ตก และทำให้ผู้อาศัยมีความหวาดระแวงเป็นอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นงูพิษ หรือไม่มีพิษ เชื่อแน่ว่าต้องกลัวไว้ก่อน หากไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับสัตว์จำพวกนี้เป็นอย่างดี ผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน ทำสวนอยู่ดีๆ เพาะต้นไม้ไว้เยอะ แรกๆ ก็อาจจะไม่มีปัญหาเพราะเป็นพื้นที่โล่งและต้นไม้ยังไม่เยอะ แต่พอต้นไม้เริ่มโตและรกครึ้ม มีความชุ่มชื้น มีซอก มีหลืบ และมีช่องมีรูให้สัตว์เล็กๆ สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ไม่นาน งูก็ตามเข้ามา มีกระทั้งตุ๊กแก ไม่รู้มาได้ยังไง

ก่อนอื่น หาข้อมูลเรื่อง การป้องกันงูเข้าบ้าน ก็เริ่มได้ความว่า มีหลายวิธีที่สามารถช่วยได้ นั่นคือ

การใช้น้ำมันกลิ่นฉุน ไล่งูได้ สำหรับการป้องกันงูเข้าบ้าน รวมไปถึงการไล่มันไปไกลๆ ด้วย เพราะกลิ่นแรงๆ อย่างน้ำมันเครื่อง น้ำมันก๊าด น้ำมันสน หรือน้ำมันรถ รวมไปถึงลูกเหม็น จะทำให้งูไม่อยากอยู่ใกล้ เพราะงูเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบกลิ่นแรง โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน หรือหากพบเห็นงูมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้าน ลองเอาน้ำมันกลิ่นแรงข้างต้นนี้ ไปราดไว้บริเวณรอบๆ ที่พบเห็น หรือรอบบ้าน ก็อาจช่วยไล่งูหรือสัตว์ต่างๆ ให้หนีไปทางอื่นได้

บางตำราแนะนำให้ใช้ กรวดไล่งู กรวด หรือหินก้อนเล็กๆ หากนำมาโรยไว้รอบตัวบ้าน ก็จะทำให้งูเกิดอุปสรรคในการเลื้อย เพราะเมื่อเจอกับก้อนกรวดจนทำให้เลื้อยลำบาก งูก็จะเปลี่ยนใจไปที่อื่นในที่สุด

การใช้ตัวช่วยอย่าง การเลี้ยงสุนัขช่วยขับไล่สัตว์มีพิษ หรือสัตว์ไม่พึงประสงค์ แม้ดูแล้วเหมือนให้สุนัขเสี่ยงอันตรายแทน แต่ที่จริงแล้วสุนัขมักจะไม่นิ่งเฉยหากมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาใกล้ ส่วนงูก็เป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย ดังนั้นหากงูเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ๆ บ้าน สุนัขก็จะส่งเสียงเห่า ทำให้งูตกใจและหนีไปเอง บ้านไหนที่เลี้ยงสุนัขเอาไว้จึงได้เปรียบในกรณีนี้ แต่หากเป็นงูขนาดใหญ่สุนัขในบ้านตัวเล็ก อาจกลายเป็นอาหารงูไปแทน

การป้องกัน และการแก้ปัญหา งูเข้าบ้าน

อุปกรณ์ป้องกันงูเข้าบ้าน

สำหรับการใช้อุปกรณ์ป้องกันงูเข้าบ้านจำพวกนี้ อาจได้ผลเกินคาด เช่น

แผ่นกันงู ป้องกันงูเข้าบ้าน แผ่นกันงูนั้นเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับติดไว้ที่ผนัง หรือเสาไฟ เพื่อดักไม่ให้งูเลื้อยผ่าน เพราะแผ่นกันงูทำจากพลาสติกที่มีความลื่นสูง จึงทำให้เป็นอุปสรรคในการเลื้อย ซึ่งอาจทำให้งูตกลงมาหรือหมดแรงไปก่อน

ตาข่ายป้องกันงู การติดตั้งตาข่ายเอาไว้รอบบริเวณที่คาดว่าจะเป็นทางเดินของงู เพื่อเข้าสู่ตัวบ้าน ก็จะช่วยดักงูไว้ได้อีกทาง ซึ่งตาข่ายที่นำมาติดตั้งนั้น ควรเลือกที่มีตาชิด ให้งูไม่สามารถลอดผ่านได้ หรือใช้ตาข่ายดักปลาแทนก็ได้ งูก็จะติดอยู่กับตาข่าย ไม่เลื้อยเข้าไปในบ้าน

มุ้งลวด ป้องกันงูเข้าบ้าน มุ้งลวด ถือเป็นอีกอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันงูได้ในกรณีที่อยากใช้ในการปิดทางเดิน ไม่ให้งูเลื้อยผ่าน ซึ่งมุ้งลวดอาจมีความแตกต่างตรงที่ไม่สามารถดักให้งูติดอยู่ได้ แต่ก็สามารถป้องกันขวางทางเอาไว้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดบ้าน และบริเวณบ้านอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้พื้นที่ไม่เป็นที่เหมาะสมในการอยู่อาศัยของสัตว์มีพิษร้ายแรงและน่ากลัวแบบนี้ได้ การกำจัดหนู และสัตว์ต่างๆ ที่เป็นห่วงโซ่ และสิ่งสกปรกในบ้าน ก็จะช่วยไม่ให้งูมีแหล่งอาหารและที่พักพิง ซึ่งเป็นวิธีป้องกันที่เริ่มจากต้นตอได้มากที่สุด ที่สำคัญควรหมั่นตัดหญ้าและดูแลสวนอย่างสม่ำเสมอ งูจะได้ไม่ใช้เป็นที่แฝงตัว อีกทั้งควรหาอะไรมาปิดรูท่อ หรือใส่ตะแกรงท่อระบายน้ำเอาไว้ด้วย งูจะได้ไม่เลื้อยเข้าบ้านทางท่อระบายน้ำ และอย่าลืมดูรองเท้าก่อนใส่ทุกครั้ง เพราะในรองเท้าเป็นตำแหน่งที่งูมักเข้ามาซุกซ่อนอยู่

แจ้งจับงู สวยด่วน

– สวพ. 91 โทร 1644 โทรฟรี 24 ชั่วโมง
– หมายเลขโทรศัพท์ จส.100 โทร *1808 ฟรีจาก AIS DTAC และ TRUEMOVE และโทร 1137 (เสียค่าบริการ) สายด่วนโทร 02-7119160
– โทร 199 กด 1 เลยพี่ ไม่เกิน 15 นาทีมา (บางครั้งก็ติด บางครั้งก็ไม่ติด เผื่อใจไว้หน่อย)
– ยามหน้าบ้าน หรือบ้านใกล้เคียง อาจช่วยคุณได้มากกว่าที่คิด

ขอให้การป้องกันงูเข้าบ้านเริ่มต้นจากการป้องกันก่อนการแก้ไขนะครับ

เนื้อหาหลักจาก : sanook.com
เรียบเรียงเพิ่มเติม : kasetorganic.com

]]>
ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur http://www.kasetorganic.com/hugelkultur.html Mon, 12 Oct 2015 10:33:51 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=4892 ทำเกษตร มีหลากหลายสารพัดวิธีที่อาจไม่มีในเชิงวิชาการ แต่สำหรับวิธีนี้ผมขอเรียกง่ายๆ ว่า การปลูกผักบนคันดิน หรือ การทำคันดินปลูกผัก โดยภาษาที่เข้าใจกันในสากลบอกไว้ว่าเป็นวิธีแบบ Hugelkultur

Hugelkultur คือวิธีการทำเกษตรที่เกิดจากการสังเกตุธรรมชาติ ว่าในบริเวณต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่ล้มที่ร่วงทับถมกันในป่านั้น จะเป็นพื้นที่ที่สามารถรักษาความชื้นได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ โดยรอบ และมักจะมีตะไคร่ มอส หรือเห็ดเกาะตามขอนไม้ โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ดินบริเวณขอนไม้ก็จะมีความชื้นมากกว่าบริเวณอื่น เมื่อไม้ย่อยสลายก็จะทำให้ดินบริเวณใกล้ๆ ขอนไม้มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าบริเวณอื่นด้วย ตลอดระยะเวลานานนับ 10 ปี หลังจากที่เศษซากพืชถูกย่อยสลายจนหมดสิ้นแล้ว บริเวณดังกล่าวก็จะกลายเป็นกองดิน (mound) ที่มีธาตุอาหารมากมาย

ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

เมื่อสามารถใช้พื้นที่เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์โดยการนำพืชผักไปปลูกก็จะมีอัตราการงอกสูง เทคนิคดังกล่าวเรียกว่า Hugelkultur ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันแปลว่า mound culture น่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่า วัฒนธรรมเนินดิน ซึ่งฟังดูแปลกๆ และไม่สื่อความหมายมากนัก จึงอาจใช้ชื่อว่า Hugelkultur ตามเขา หรือตามผมคือ การปลูกผักบนคันดิน หรือ การทำคันดินปลูกผัก เอาไว้เป็นแปลงเกษตรสำหรับปลูกผักนั่นเอง

ทำเกษตรบนคันดิน ด้วยวิธี Hugelkultur อย่างไรให้ได้ผล

วิธีการก็คือ ใช้ท่อนซุงหรือพวกกิ่งไม้ เศษใบไม้ใบหญ้าต่างๆ มากองสุมเป็นฐานและก่อเป็นแปลงผักให้สูงขึ้นเพื่อใช้ในการปลูกผักหรือทำประโยชน์ต่างๆ ด้านการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งประโยชน์ของการปลูกผักโดยวิธีนี้คือ พืชผักที่เราปลูกนั้นจะได้รับสารอาหารจากกิ่งไม้เศษไม้ที่นำมากองสุมๆ เอาไว้และถูกย่อยสลายด้วยธรรมชาติ เป็นการช่วยให้อาหารและความชื้นตามธรรมชาติ โดยแปลงเกษตรแบบนี้ แทบจะไม่ต้องรดน้ำเลย หรือใช้น้ำน้อยมากในการรดน้ำให้พืชผัก

ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

ประสิทธิภาพที่จะได้สำหรับการปลูกผักบนคันดิน หรือการทำคันดินปลูกผักด้วยวิธี Hugelkulture นี้คือเราจะต้องทำให้แปลงผักกองสุมนี้ให้สูงและกว้าง ยิ่งสูงมากกว้างมาก ก็ยิ่งไม่ต้องเปลืองน้ำกันมาก

ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

แต่ขอแนะนำ ให้เอาไม้หรือซากพืชที่สามารถย่อยสลายได้ในระยะเวลาสั้นๆ นะครับ หากนำไม้สดมากองสุมๆ กันอาจต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อจะได้แปลงผักแบบนี้ แต่รับรองว่า ทำแล้วจะได้แปลงผักที่ไม่ต้องรดน้ำจนชุ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

ข้อมูลระบุว่าการทำแปลง Hugelkulture 1 ครั้งสามารถใช้งานได้ยาวนานเกิน 10 ปี เอาไปลองกันเลย ผู้เขียนคิดว่า หากนำวิธีนี้มาจัดสวนล่ะก็ สวนจะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปีเลยทีเดียว ที่สำคัญไม่ต้องรดน้ำพรวนดินบ่อยๆ ดีมากๆ เลย

ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

ทำเกษตรบนคันดิน Hugelkultur

อ้างอิงข้อมูล+ภาพ การปลูกผักบนคันดิน / การทำคันดินปลูกผัก / Hugelkultur
http://www.inspirationgreen.com/hugelkultur.html
http://www.bansuanporpeang.com/node/23168

]]>
การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2.html Thu, 02 Apr 2015 02:33:47 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=4598 หอยเชอรี่ ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญที่ทำลายต้นข้าวในนาข้าว ทำให้เกษตรกรหลายรายได้ผลผลิตไม่คุ้มกับที่ลงทุนไว้ ทำให้หลายรายหันมาใช้สารเคมีกำจัด ซึ่งผิดวิธีในการทำนาแบบอินทรีย์และไปไม่รอด จึงต้องกลับไปทำนาแบบใช้สารเคมีกันอีก แต่ปัจจุบัน มีหลากหลายกรรมวิธีในการขจัดกับปัญหาเหล่านี้

หนึ่งวิธีที่กำลังดังฮิตมากในขณะนี้คือ การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยคุณอัมพร ทรัพย์สกุล หรือพี่ตี๋ ผู้สั่งสมประสบการณ์ในการทำนามายาวนานกว่า 40 ปี

สำหรับการจับหอยเชอรี่ในนาข้าวของคุณอัมพรนี้ มีวิธีทำไม่ยากแต่ต้องมีเทคนิคในการตัดขวดพลาสติก เนื่องจากมีวัสดุอุปกรณ์สำคัญที่เป็นตัวดักจับนั่นคือ ขวดน้ำพลาสติก นั่นเอง เป็นวิธีไร้สารปลอดภัยด้วย และใช้เวลาจัดการไม่นาน ต้นกำเนิดวิธีการดักจับหอยเชอรี่นี้ คุณอัมพร ทรัพย์สกุล หรือพี่ตี๋ เล่าว่า ได้เลือกที่จะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลเป็นอย่างมาก และยังเป็นการช่วยโลกลดมลภาวะได้อีกด้วย เนื่องจากต้องนำขวดพลาสติกเหลือทิ้ง มาประดิษฐ์เป็นที่ดักหอยเชอรี่ ถือเป็นการรีไซเคิลขยะอีกวิธีหนึ่ง แถมยังสามารถดักจับหอยเชอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว

ซึ่งกว่าจะได้มาเป็นนวัตกรรมชิ้นนี้ พี่ตี๋ต้องสังเกตและเรียนรู้วงจรชีวิตของหอยเชอรี่อย่างชำนาญจนรู้ว่า หอยเชอรี่ชอบขึ้นมาวางไข่บนขอนไม้เหนือน้ำประมาณ 1 ฟุต จากการสังเกต ก็ก่อเกิดเป็นนวัตกรรมแบบภูมิปัญญาชาวบ้านชิ้นนี้ขึ้นมา พี่ตี๋ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านของแท้

**จากการสังเกตุ (ไม่ได้สอบถามพี่ตี๋โดยตรงถึงวิธีการทำ) ผู้เขียนคิดว่าปากขวด (ด้านล่าง) น่าจะเป็นการใช้การตัดขวดให้เป็นริ้วๆ ให้มีทางเข้าได้แต่ออกไม่ได้ แล้วนำมาติดกับทางเข้าตรงปากขวดด้านล่างเพื่อให้หอยเดินเข้าได้ง่าย แต่เวลาออกจะไม่สามารถทำได้ คล้ายๆ การทำปากลอบ หรือที่ดักสัตว์อื่นๆ**

การดักจับหอยเชอรี่ด้วยขวดพลาสติก

สำหรับลักษณะการทำงานของที่ดักจับหอยเชอรี่นี้ จะละม้ายคล้ายคลึงกับที่ดักจับสัตว์ทั่วไป เมื่อหอยเชอรี่ไต่ขึ้นมาวางไข่ในขวด ก็จะไม่สามารถไต่กลับลงไปในน้ำได้ ทั้งไข่หอยและแม่หอย จะถูกขังเอาไว้ในขวดแห้งตายไปเอง หรือจะเก็บหอยนำไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำรดต้นข้าวในนาแทนการใช้ปุ๋ย ทำให้ประหยัดต้นทุนในการทำนาลงไปได้มากกว่าครึ่ง

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว

ซึ่งจากเดิมที่เคยใช้ปุ๋ยไร่ละ 50 กิโลกรัม ปัจจุบันเมื่อใช้น้ำหมักชีวภาพควบคู่ไปด้วย การใช้ปุ๋ยก็ลดลงเหลือเพียง 10 กิโลกรัมเท่านั้น สนใจ ที่ดักจับหอยเชอรี่ ของพี่ตี๋ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณอัมพร ทรัพย์สกุล (พี่ตี๋) อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา โทร.08-1251-0517

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าวด้วยใบมันสำปะหลัง

สำหรับการดักจับหอยเชอรี่ด้วยกรรมวิธีการดักจับนี้ ใช้ใบมันสำปะหลังแทนสารเคมี คือในช่วงเวลาเย็น ให้นำใบมันสำปะหลังชนิดขม เช่น พันธุ์ระยอง 1, 3, 5, 60, 90 พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 และ พันธุ์ห้วยบง 60 ซึ่งจะเป็นพันธุ์ที่มีสารไซยาไนด์สะสมอยู่ในใบมากกว่าชนิดอื่น นำใบมันเหล่านี้ไปวางกองไว้บริเวณริมคันนา ให้ทั่วทั้งแปลงนาโดยให้มีระยะห่างประมาณ 2-3 เมตร ต่อกอง เพื่อรอให้หอยเชอรีเข้ามากัดกิน ซึ่งหอยจะออกมากินใบมันสำปะหลังในช่วงเวลากลางคืน

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว

แต่วิธีนี้หอยเชอรี่จะไม่ตายทันที แต่จะไปไหนไม่ได้เนื่องจากตัวหอยได้รับสารพิษจากใบมันสำปะหลังทำให้หอยเชอรีเมา ต้องมาเก็บหอยเชอรีที่มากินใบมันสำปะหลังไปทำลาย ทำปุ๋ย หรือทำประโยชน์อื่นๆ วิธีนี้•ควรทำทั้งก่อนปลูกข้าวและหลังจากการปลูกข้าวแล้วจะทำให้หอยเชอรี่หมดไปจากแปลงนา

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าวด้วยมะละกอ

ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ณ โรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว ได้จัดให้มีการเรียนการสอนวิชาเกษตรโดยให้นักเรียน ได้เรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพที่ทำจากหอยเชอรี่ โดยใช้ระยะเวลาในการหมักปุ๋ยประมาณ 10-20 วัน ก็จะได้ปุ๋ยคุณภาพดีที่สามารถนำมาใช้งานได้ การทำปุ๋ยชีวภาพจากหอยเชอรี่นี้ จำเป็นต้องใช้หอยเชอรี่จำนวนมาก ดังนั้น คุณครูจึงได้สอนวิธึการหาหอยเชอรี่แบบง่ายๆ ให้กับเด็กนักเรียน ด้วยการให้เด็กๆ เอาลูกมะละกอและก้านมะละกอ มาทำกับดักจับหอยเชอรี่

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว

เพราะด้วยนิสัยของหอยเชอรี่นั้นชอบกลิ่นยางของมะละกอมาก เมื่อนำใบและลูกมะละกอมาวางไว้ในแปลงนา ใช้เวลาเพียงแค่ 20-30 นาทีเท่านั้น หอยเชอรี่ก็จะมาเกาะที่ลูกและก้านมะละกอเป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถเก็บหอยเชอรี่เหล่านั้นมาทำประโยชน์ได้ไม่ยาก

การดักจับหอยเชอรี่ในนาข้าว

อ้างอิง
– ที่ดักจับหอยเชอรี่ด้วยขวดพลาสติก ที่ www.pandintong-clip.com
– ดักจับหอยเชอรี่ด้วยใบมันสำปะหลัง ของลุงพิชัย กลุ่มเกษตรกร ต.บางสน www.rakbankerd.com
– ดักจับหอยเชอรี่ด้วยมะละกอ รายการสะเก็ดข่าว ช่อง 7

]]>
การปลูกมะพร้าว http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7.html Wed, 24 Dec 2014 04:37:12 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=4390 มะพร้าว เป็นพืชที่ขึ้นได้ทุกที่ในประเทศบ้านเรา รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นพืชที่สุดแสนจะวิเศษ เนื่องจากประโยชน์ของมะพร้าวมีตั้งแต่รากยันยอด ผลก็มีประโยชน์มากมาย เช่น การนำมาทำน้ำมันมะพร้าวเพื่อใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องของพลังงาน และเรื่องของความสวยงาม ด้วยการหมักผมด้วยน้ำมันมะพร้าว

มะพร้าวจึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อประเทศ และครัวเรือนไม่น้อย บ้านไหนมีสวนมากบ้างน้อยบ้าง มักจะเห็นมะพร้าวอยู่คู่กับสวนอย่างแน่นอน เนื่องจากปลูกง่าย เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ดูแลง่ายไม่ยุ่งยาก แต่หากใครยังไม่เคยปลูกหรืออยากรู้ว่า การปลูกมะพร้าวให้ได้ผลนั้น ทำอย่างไร วันนี้จะนำเสนอเรื่องนี้ให้ฟังกันดู อย่างบ้านผมเอง ใช้น้ำมันมะพร้าวหมักผม เพราะมีมะพร้าวเยอะ

การปลูกมะพร้าว

ขั้นตอนการปลูกมะพร้าว ง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ ซึ่งเพื่อให้ได้ต้นมะพร้าวที่มีลักษณะดีตามที่ต้องการ จำเป็นจะต้องคัดเลือกที่จะนำไปเพาะ และเมื่อเพาะงอกเป็นหน่อแล้ว ก็จะต้องคัดเลือกหน่อพันธุ์ด้วย โดยมีขั้นตอนการคัดเลือก เริ่มต้นจากเลือกสวนก่อน แล้วเจาะไปที่ต้นพันธุ์มะพร้าว ผลที่ได้ ถึงจะมาเลือกหน่อ

เรื่องแรก การเลือกสวนพันธุ์ ควรเป็นสวนที่ปลูกมะพร้าวพันธุ์เดียวกัน ขนาดสวนยิ่งมีจำนวนมากยิ่งดี เพราะจะรับประกันได้ว่าไม่กลายพันธุ์แน่นอน และอยู่ในแหล่งที่มีการปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพ ต้นมะพร้าวมีขนาดอายุไล่เลี่ยกัน และควรจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี เป็นสวนที่มีการดูแลปานกลาง และมีต้นที่มีผลดกอยู่เป็นส่วนมาก ไม่มีโรคหรือแมลงระบาด ในกรณีที่อยู่ไกลแหล่งปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพ ไม่มีสวนขนาดใหญ่อาจคัดเลือกเพียงบาง หลักการเท่าที่จะทำได้ หรือคัดเลือกเป็นต้นๆ ก็ได้

ในการเลือกต้นพันธุ์ ควรเป็นต้นที่อยู่ในบริเวณกลางสวน เพื่อป้องกันการผสมข้ามสายพันธุ์ หาต้นที่ให้ผลดกไม่น้อยกว่า 60 ผล/ต้น/ปี ควรมีการจดบันทึกการให้ผลของต้นที่คิดว่าจะใช้เป็นต้นพันธุ์ก่อนสัก 3-4 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า ให้ผลดกจริง โดยทาสีไว้ที่ต้นเป็นที่สังเกตหรืออาจทำเครื่องหมายอย่างอื่นก็ได้ เป็นต้นที่ไม่อยู่ใกล้บ้าน คอกสัตว์หรือในที่ทีดีกว่าต้นอื่น

การปลูกมะพร้าว

ลักษณะการเลือกควรเลือกต้นที่มีลำต้นตรง แข็งแรง อวบ ปล้องถี่ พุ่มใบเป็นรูปวงกลม หรือครึ่งวงกลม มีจำนวนทาง (ใบ) มาก โคนทางสั้นและใหญ่ มีจั่นอย่างน้อย 10 จั่น กระจายอยู่รอบต้น และทุกจั่นมีผลขนาดต่าง ๆ กันติดอยู่ ทะลายควรนั่งทางก้านทะลายสั้นและใหญ่ เป็นต้นที่มีอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี ให้ผลมีลักษณะกลมขนาดใหญ่ เส้นรอบของกะลาไม่ต่ำกว่า 45 ซม. เนื้อหนา เปลือกไม่หนาหรือบางเกินไป ส่วนเรื่องการเลือกผลพันธุ์ควรเลือกที่ไม่แตก ไม่มีโรค

การเตรียมผลพันธุ์ก่อนเพาะ ให้ปาดเปลือกทางด้านหัวออกขนาดประมาณเท่าผลส้มเขียวหวานเพื่อให้น้ำซึมเข้าได้สะดวกใน ระหว่างเพาะ และช่วยให้หน่องอกแทงออกมาได้ง่าย ถ้าเป็นผลที่ยังไม่แก่จัด เปลือกมีสีเขียวปนเหลือง ให้นำไปผึ่งไว้ในที่ร่มโดยวางเรียงให้ รอยปาดอยู่ด้านบน ผึ่งไว้ประมาณ 15-30 วัน จนเปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเตรียมผลพันธุ์ไว้ประมาณ 2 เท่าของจำนวนหน่อที่ต้องการเพราะในขณะเพาะจะมีพันธุ์ที่ไม่ งอกและเมื่องอกแล้วก็ต้องคัดหน่อที่ไม่แข็งแรงออก

เตรียมแปลงเพาะมะพร้าว แปลงเพาะควรอยู่กลางแจ้ง ใกล้แหล่งน้ำ และมีการระบายน้ำดีไม่เป็นแหล่งที่เคยมีโรคและแมลงระบาดมาก่อน วิธีการเพาะก็ง่ายๆ ให้วางผลมะพร้าวตามแนวนอนลงในร่องที่เตรียมไว้ หันด้านที่ปาดขึ้นข้างบนเรียงไปตามทิศ ทางเดียวกัน ให้แต่ละผลติดกันหรือห่างกันไม่เกิน 5 ซม. กลบทรายหรือดินให้ส่วนของผลมะพร้าวโผล่พ้นผิวดินประมาณ 1/3 ของผล ถ้าฝนไม่ตก รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยสังเกตจากความชื้นตรงบริเวณรอยปาด คอยดูแลกำจัดวัชพืช โรค-แมลงต่างๆ

หลังจากเพาะแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์หน่อจะเริ่มงอก ในระยะแรกจะงอกน้อย เมื่อเลย 4 สัปดาห์ไปแล้วหน่อจะงอกมากขึ้น มะพร้าวที่ไม่งอกภายใน 10 สัปดาห์ หรือ 70 วัน ควรคัดทิ้ง หรือนำไปทำมะพร้าวแห้ง เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้งอกก็จะได้หน่อที่ไม่ดี ตามปกติมะพร้าวจะงอกประมาณร้อยละ 60 ภายใน 10 สัปดาห์ เมื่อหน่อยาวประมาณ 1-3 นิ้ว ให้ย้ายลงแปลงชำ เมื่อหน่อมีใบประมาณ 4-6 ใบ ก็คัดไปปลูกได้

การปลูกมะพร้าว ควรปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า เพราะจะได้จำนวนต้นมากกว่าการปลุกแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสประมาณ 15 เปอร์เซนต์ ถ้าปลูกมะพร้าวชนิดต้นสูง ควรปลูกห่างกัน 8.50-9.00 เมตร ถ้าปลูกมะพร้าวต้นเตี้ยหรือ หมูสี ใช้ระยะปลูกห่างกัน 6.5 เมตร

การปลูกมะพร้าว

การเตรียมหลุมปลูกมะพร้าว บนที่ดอนและดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น เป็นดินทราย หรือดินลูกรัง ควรขุดหลุมกว้าง 1 เมตร และ ลึก 1 เมตร ส่วนในที่ลุ่ม หรือที่อุดมสมบูรณ์ อาจขุดหลุมให้เล็กกว่านี้ได้ การเตรียมหลุมปลูกที่ดี จะช่วยให้หน่อมะพร้าวเจริญเติบโตเร็ว

เรื่องการขุดหลุม ให้ขุดเอาหน้าดินไว้ด้านหนึ่ง และดินชั้นล่างไว้อีกทางหนึ่ง และควรขุดในฤดูแล้ง หลังจากขุดหลุมแล้ว ให้ตากดินไว้สัก 7 วัน ถ้าสามารถหาไม้มาเผารองในก้นหลุมจะช่วยป้องกันปลวกได้ หลงจากขุดหลุมแล้ว เมื่อจะใส่ดินลงในหลุมถ้าที่ปลูกนั้นเป็นที่ดอนและสามมารถหากากมะพร้าวมารองก้นหลุมได้ ควรรองก้นหลุมด้วยกาบมะพร้าวสัก 2 ชั้นแล้วจึงเอาหน้าดินใส่ลงไปประมาณครึ่งหลุม และใช้ดินเคล้ากับปุ๋ยคอกผสมลงไป บางแห่งก็แนะนำให้ใส่ปุ๋ยกับดินและกาบมะพร้าว สลับกันไปเป็นชั้นๆ ปุ๋ยคอกที่ใส่ควรใส่หลุมละประมาณ 1 ปี๊บ หรือร็อคฟอสเฟตครึ่งกิโลกรัมต่อหลุม และทิ้งไว้จนถึงฤดูปลูก

การปลูกมะพร้าว

ฤดูปลูกมะพร้าวที่ได้ผลที่สุด ควรเริ่มปลูกในฤดูฝน หลังจากที่ฝนตกใหญ่แล้วประมาณ 2 ครั้ง

การปลูกที่ได้ผลที่สุด หลังจากฝนตกแล้ว ดินที่เตรียมไว้ในหลุมจะยุบต่ำลงไป ไม่จำเป็นต้องเติมดินให้เต็มหลุม ควรปลูกต่ำกว่าปากหลุม ประมาณ 15 เซนติเมตร แต่ในที่บางแห่ง ซึ่งเป็นที่ลุ่มระดับน้ำใต้ดินสูง ควรปลูกให้เสมอกับปากหลุม หรือสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย ในกรณีนี้จะต้องเอาดินลงในหลุมลึกจนกระทั่งถึงระดับสูงกว่าปากหลุมตามต้องการแล้วจึงปลูก

วิธีปลูก ก็ให้ขุดดินให้เป็นบ่อเล็กๆ ขนาดเท่ากับผลมะพร้าว แล้วเอาหน่อมะพร้าววางลงในหลุม เอาดินกลบและเหยียบดินข้างๆ ให้แน่น การกลบดินอย่าให้สูงมากนัก เพราะดินจะทับคอหน่อมะพร้าวทำให้เจริญเติบโตช้า หลังจากปลูกแล้วเกลี่ยดินปากหลุมให้เรียบร้อย แล้วเอาไม้ปักผูกต้นไว้ กับหลักเพื่อกันลมโยก

]]>
การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html Tue, 11 Nov 2014 08:50:25 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=4364 หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักที่หลายคนรู้จักดี และเชื่อแน่ว่าหลายคนก็ชอบที่จะรับประทานผักชนิดนี้ เดิมทีเราปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศเกือบครึ่งหนึ่งที่ผลิตได้ ทั้งในรูปของหน่อไม้สดและในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เพราะต่างประเทศมีความต้องการสูง เช่น ญี่ปุ่น จีนฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศในแถบยุโรปบางประเทศ ที่ไม่สามารถผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อบริโภคได้อย่างเพียงพอ และความมีคุณภาพของผลผลิตจากประเทศไทย ทำให้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

หน่อไม้ฝรั่งที่เราๆ พบเห็นทั่วไปนั้น มีทั้งชนิดหน่อสีขาวซึ่งใช้สำหรับแปรรูป หน่อสีเขียวที่มีการบริโภคกันปกติมีพบเห็นตามท้องตลาดทั่วไป และหน่อสีม่วง ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับความนิยม หน่อไม้ฝรั่งมีปลูกกันมากในพื้นที่ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี นครราชสีมา โดยมีชนิดหน่อสีเขียว ซึ่งใช้รับประทานสดได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกหน่อไม้ฝรั่งโดยทั่วไปก็จะมีวิธีการคล้ายๆ กัน

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ที่จะให้ผลผลิตหน่อสีขาว หรือสีเขียวนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ถ้าต้องการให้ได้หน่อสีขาว ก็ต้องพูนโคนกลบดินให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตรเพื่อปิดบังแสงแดดไม่ให้หน่อไม้สังเคราะห์แสงได้ก่อนเก็บผลผลิต ในประเทศเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นสามารถปลูกและเก็บเกี่ยว หน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่สำหรับเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมในประเทศไทย ที่อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยจะมีมานานแล้ว แต่วีธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแล รักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก

สายพันธุ์และลักษณะประจำพันธุ์ของหน่อไม้ฝรั่ง

  1. แมรี่วอชิงตัน (Marywashington) มีลักษณะต้นแข็งแรง ต้านทานโรคดี หน่อมีความสม่ำเสมอ ยอดตรงแน่น เป็นพันธุ์แรกที่ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย พันธุ์นี้ให้ผลดีพอสมควรเหมาะที่จะปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากให้ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์อื่น สายพันธุ์เป็นพันธุ์ผสมเปิด
  2. พันธุ์บร๊อคอิมพรู๊ฟ (Brock’s improved) พันธุ์นี้ให้ผลผลิตสูง เติบโตเร็ว หน่อใหญ่สม่ำเสมอ แข็งแรง เป็นลูกผสมชั่วที่ 1 ให้ผลผลิตสูงมาก ทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้พันธุ์นี้ปลูก เป็นพันธุ์ที่ใช้ปลูกทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว
  3. ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคลิฟอเนียเบอร์ 309 (California 309) จะมีลักษณะแข็งแรงดี ต้นเขียวอ่อน มีขนาดใหญ่ มีแนวโน้มในการให้ผลผลิตที่ดีกว่าและขนาดของหน่อใหญ่ สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ผสมเปิด
  4. ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟแคลิฟอเนียเบอร์ 500 (Califormia 500) ถือเป็นสาวพันธุ์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวเร็วสุด ขนาดหน่อไม่ใหญ่ ปลายหน่อมีสีม่วงอ่อน สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ผสมเปิด
  5. ไฮบริดอิมพีเรียล (Hybrid Imperial) ให้ผลผลิตค่อนข้างสูงกว่าพันธุ์อื่น พันธุ์นี้สามารถปลูกได้ทั้งแบบหน่อขาวและหน่อเขียว เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 2

ดินที่เหมาะสมต่อการปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาว นั้นเป็นดินที่มีเนื้อดินร่วนจนถึงดินเหนียวร่วน แต่ก็สามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด การจัดการดินต้องทำหน้าดินลึกและมีการระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลางขึ้นไป ส่วนดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีน้ำขัง มีชั้นดินดานข้างใต้ เป็นกรดและด่างจัดจะปลูกได้ไม่ดีนักทำให้พืชเจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำ

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

การเพาะกล้าหน่อไม้ฝรั่ง และการปลูก หากใช้เมล็ดพันธุ์ ควรจะมีอัตราความงอกสูง ตรงตามพันธุ์ที่กำหนดไว้ เมล็ดพันธุ์ที่บรรจุกระป๋องจำหน่ายในปัจจุบันหนัก 1 ปอนด์ (453.6 กรัม) จะมีเมล็ดประมาณ 13,000-23,000 เมล็ดแล้วแต่สายพันธุ์ ซึ่งสามารถเพาะเมล็ดแล้วให้ต้นกล้าสำหรับย้ายปลูกได้ 2-4 ไร่ โดยจะใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 500-600 ตารางเมตร

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

ควรเตรียมแปลงเพาะกล้าสำหรับปลูกโดยเป็นที่โล่งแจ้ง ไม่มีร่มเงาของต้นไม้ และอาคารหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ทำการขุดหน้าดินและหมักดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่หมักสมบูรณ์แล้วทิ้งระยะไว้ประมาณ 20-25 วัน กำจัดหญ้าวัชพืชต่างๆ ให้หมด เมื่อได้แล้วก็เริ่มทำการขุดโดยให้ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 50×150-200 เซนติเมตรต่อ 1 หลุม โดยการขุดดินลึกประมาณ 30-35 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยและหน้าดิน ให้หลุมปลูกมีความลึกเหลือประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้างยาวประมาณ 15 เซนติเมตร และให้ทำเนินกลางหลุมก่อนวางกล้าปลูก จะปลูกด้วยการหยอดเมล็ด หรือกล้าที่มีอายุ 4-6 เดือนก็ได้

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

เทคนิคการปลูกหน่อไม้ฝรั่งให้ได้สีขาว คือการขุดหลุมลึกและกลบดินให้สูงกว่าปกติทั่วไป ทำให้หน่อไม้อยู่ใต้ดินสัมพันธุ์ ซึ่งความสูงจากระดับดินปกติจะสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร (ไม่นับรวมความลึก) โดยการพูนดินโคนจะทำ 2-3 ครั้งพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและการใส่ปุ๋ย

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

อายุเก็บเกี่ยวตามแต่ละสายพันธุ์ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 8-10 เดือนหลังจากเพาะเมล็ด หรือปลูกด้วยกล้า การเก็บเกี่ยวควรทำช่วงเช้าไม่เกิน 10.00 น. เมื่อเห็นยอดหน่อโผล่พ้นดินประมาณ 0.5 เซนติเมตรให้ขุดดินเก็บหน่อได้และทำการกลบดินไว้ดังเดิม และควรเก็บหน่อไว้ที่ไม่มีแสงแดด

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สีขาว

เท่านี้เราก็จะได้หน่อไม้ฝรั่งขาว ไว้รับประทานในเมนูเด็ดๆ กันแล้ว ส่วนหน่อไม้ฝรั่งเขียว นั้นก็อาจเก็บผลผลิตตามปกติในต้นที่ไม่ได้ทำการพูนดิน ก็จะมีสีเขียวเหมือนหน่อไม้ฝรั่งทั่วไป

]]>
การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c.html Thu, 02 Oct 2014 07:57:47 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=4298 มะม่วงหิมพานต์ ชื่อนี้หลายคนอาจคุ้นเคยกันดี แถวบ้านผมเรียก ยาโห้ย/ยาโหย และมีบางคนเรียก ยาหมู/ย่าหมู หรือ ยามู่ (จ.กระบี่) ไม่ทราบแหล่งกำเนิดที่แน่ชัด หลายถิ่นเรียกยาร่วง หัวครก กาหยี กาหยู เล็ดล่อ หรือ ท้ายล่อและอื่นๆ อีก จริงๆ มันก็คือ มะม่วงหิมพานต์ นี่เอง

ประวัติการนำเข้ามาในประเทศไทยนั้น สันนิฐานว่า พระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี ณ ระนอง) ได้นำเข้า มาจากอินเดีย เมื่อปี พ.ศ. 2444 พร้อมกับต้นยางพารา และหลังจากนั้นได้มีผู้นำเข้ามาอีกหลายครั้งจากอินเดีย ไลบีเรีย โดยกรมวิชาการเกษตร (กรมกสิกรรมเดิม) เป็นผู้ทดลองศึกษาค้นคว้าคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตสูงในประเทศไทย

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

พืชชนิดนี้ชอบน้ำแต่หากโดนน้ำท่วมก็ไม่รอด ต้นมะม่วงหิมพานต์ เป็นไม้ผลยืนต้นและมีอายุหลายปี ตระกูลเดียวกับมะม่วง พืชชนิดนี้ชอบอากาศร้อนและฝนชุก (แต่น้ำต้องไม่ท่วมราก) เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ แต่มีใบร่วงและขึ้นใหม่ตลอด มีความสูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาวแผ่ออกข้าง

ในกิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ มีใบหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน การผสมพันธุ์จึงทำการผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาด เล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

ส่วนที่ใช้ประโยชน์กันมากคือ ผลและเมล็ด ซึ่งมีลักษณะที่มีเมล็ดอยู่ด้านนอกติดอยู่ตรงปลายสุดของผล เมื่อยังอ่อนจะมีสีเขียว และจะขยายเติบโตจนใหญ่กว่าเมล็ดที่ติดอยู่ เมื่อผลโตได้ขนาด เมล็ดก็หยุดเจริญเติบโตและเปลี่ยนเป็นสีเป็นสีเทา และพร้อมกับผลก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ดเป็นสีต่างๆ ตามสายพันธุ์ (เหลือง แดง ม่วง) รับประทานได้ มีรสชาติหวานปนฝาดเล็กน้อยเพราะมีน้ำยางจากในผล ผลพอห่ามนำมาทำแกงคั่ว แกงไตปลา หรืออื่นๆ ผลสุกรับประทานสดได้

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

เมล็ด จะมีขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย แต่มีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมมาก

มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ไม่ต้องลงทุน ทนแล้ง ต้องการน้ำน้อย ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

  1. ผล ใช้รับประทานเป็นอาหาร ทำแยม น้ำส้มสายชู เครื่องดื่ม ไวน์ น้ำของผลมะม่วงหิมพานต์ ใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้อาเจียน เจ็บคอ ขับปัสสาวะ และขับเหงื่อได้ดี
  2. เปลือกหุ้มเมล็ด นำมาสกัดได้กรดน้ำมัน ซึ่งมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมใช้ทำผ้าเบรค แผ่นคลัช หมึกพิมพ์ กระเบื้องยางปูพื้น สีทาบ้าน และอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 400 ชนิด และยังทำเป็นยาแก้โรคเหน็บชา โรคเลือดคั่ง และโรคผิวหนัง
  3. เยื่อหุ้มเมล็ดใน ใช้เป็นอาหารสัตว์
  4. เมล็ดใน ใช้รับประทานมีคุณค่าทางอาหารสูง ใกล้เคียงไข่ นม เนื้อ ไม่เพิ่มไขมันในเส้นเลือดและตับ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายที่สุดดีกว่าพืชตระกูลถั่วทั่วไป
  5. ใบและยอดอ่อน รับประทานเป็นผักเคียง มีสรรพคุณบรรเทาโรคท้องร่วง บิด ริดสีดวง
  6. ใบแก่ นำมาบดให้ละเอียด ใช้พอกแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือนำมาขยี้และใช้สีฟันทำให้ฟันสะอาด ขาว
  7. ลำต้น ทำหีบใส่ของ ลังไม้ เรือ แอก ดุมล้อเกวียน และอื่นๆ เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง
  8. ยางจากเปลือกลำต้น ทำหมึกประทับตราผ้า น้ำมันขัดเงา เคลือบหนังสือ น้ำประสานในการบัดกรีโลหะ และใช้ทำกาว
  9. เปลือกลำต้น แก้ปวดฟัน ต้มกินแก้โรคท้องร่วง และผิวหนังพุพอง
  10. ราก เป็นยาฝาดสมานแผล และแก้โรคท้องร่วง

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

การขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด และการตอน การติดตา ทาบกิ่ง หรือการเสียบข้าง

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

หากเป็นการเพาะเมล็ดในถุงพลาสติก ก่อนนำไปปลูกในแปลงควรขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร เพราะเป็นไม้พุ่มกว้าง ดินปลูกควรผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติด กับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น

การปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์

ควรปลูกมะม่วงหิมพานต์ไร่ละ 45 ต้น ให้เป็นแถวตรงระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร ระหว่าง แถวมะม่วงหิมพานต์ควรปลูกพืชแซม เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่วต่างๆ ในช่วง 1-2 ปีแรก ก่อนมะม่วงหิมพานต์จะออกผล เพราะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยกำจัดวัชพืชด้วย

]]>
ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ความหวังของชาวนาไทย http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88.html Thu, 25 Sep 2014 06:19:31 +0000 http://www.kasetorganic.com/?p=4293 เชื่อแน่ว่าใครๆ ก็รู้จักข้าวสายพันธุ์ชนิดนี้ในปัจจุบัน เพราะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีให้หลังนี้เอง หลังจากที่มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงกับบริษัท ซิงตั๊ก กรุ๊ป จำกัด ในการผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่จำนวน 700 ตันและให้การสนับสนุนทุนรวมทั้งเรื่องภาชนะบรรจุภัณฑ์ แถมยังมีเกษตรกรไทยเองก็มีการนำข้าวชนิดนี้มาแปรรูปและสร้างรายได้สูงถึงไร่ละสองแสนบาท

ทำให้ดูเหมือนว่าข้าวชนิดนี้จะเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ชาวนาไทยลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือ thai rice berry นี้เป็นความหวังของชาวนาไทยคือ การควบคุมคุณภาพข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำโมเดล ธุรกิจเชิงสังคม (Social Enterprise) มาใช้ในการส่งเสริมเกษตรกร ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบที่สำคัญคือ

Riceberry ข้าวไรซ์เบอร์รี่

  1. การควบคุมปริมาณพันธุ์ข้าว ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวไม่มีนโยบายจำหน่ายพันธุ์ข้าว แต่จะสนับสนุนพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรที่ปลูกแบบไรซ์เบอร์รี่โมเดล ภายใต้โครงการผลิตข้าวโภชนาการสูงแบบอินทรีย์ครบวงจรเท่านั้น ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของข้าวที่ผลิตในแต่ละฤดูกาลได้ ที่สำคัญคือ มีการตรวจ DNA ของข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่เกษตรกรปลูกในโครงการ
  2. การกำหนดรูปแบบของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวจะกำหนดให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการปลูกข้าวอินทรีย์และต้องมีใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือถ้าไม่มีใบรับรองจะต้องขอรับมาตรฐานให้ได้ภายใน 3 ปี โดยกลุ่มเกษตรกรจะต้องมีพื้นที่ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่รวมกันไม่น้อยกว่า 100 ไร่ (แนะนำ 200 ไร่ขึ้นไป) เพื่อให้การบริหารจัดการกลุ่มมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการผลิตให้ได้ Economy of Scale และการควบคุมต้นทุนในการผลิต ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีกำไรมากขึ้นนั่นเอง
  3. การประกันราคาข้าวและรับรองคุณภาพข้าวไรซ์เบอร์รี่ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวได้กำหนดราคารับซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ภายใต้ โครงการผลิตข้าวโภชนาการสูงแบบอินทรีย์ครบวงจร ตั้งแต่ 25,000-32,500 บาท ต่อตัน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอย่างจริงจังและเอาใจใส่กับผลผลิตข้าวของตน โดยเฉพาะการที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวมีการตรวจ DNA ของข้าวก่อนรับซื้อด้วย ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้เป็นอย่างดี
  4. การขับเคลื่อนด้วยโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวใช้ธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่การเพาะพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรในโครงการ จนถึงการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในโครงการ และทำการจัดจำหน่ายเอง ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ทั้งระบบ

อะไรที่ทำให้ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีคุณภาพมากและแตกต่างอย่างมีมูลค่า

กุญแจดอกที่หนึ่ง การปลูกข้าวให้เป็นธัญโอสถ เป็นกุญแจสำคัญในการวางตำแหน่งข้าวไรซ์เบอร์รี่ในตลาดพรีเมี่ยม โดยการปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ซึ่งช่วยให้ข้าวมีคุณภาพสูง อุดมไปด้วยธาตุอาหารของสารต้านอนุมูลอิสระ และ Metabolites ที่เสริมความแข็งแรงตามธรรมชาติ รวมทั้งการผลิตซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรที่จะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่จะต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจที่จะปลูกข้าวให้ได้คุณภาพจริงๆ

กุญแจดอกที่สอง การจัดตั้งโรงสีข้าวธัญโอสถ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบที่เป็นศูนย์กลางการแปรรูปขนาดกลางที่เหมาะสมกับปริมาณการผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ของเกษตรกรในโครงการ และสามารถบริหารจัดการและลดต้นทุนในการสีข้าวได้เป็นอย่างดี

rice

กุญแจดอกที่สาม การพัฒนาการตลาดเฉพาะ (Niche Market) โดยการนำคุณสมบัติพิเศษของข้าวไรซ์เบอร์รี่เรื่องสารต้านอนุมูลอิสระมาเปิดตลาดข้าวที่มีคุณค่าด้านโภชนาการบำบัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และการวางเป้าหมายการเปิดตัวใน Mass Market ในตำแหน่งการเป็นข้าวถุงที่มีคุณภาพสูงสุดของไทยในปัจจุบัน

rice-berry ข้าวไรซ์เบอร์รี่

กุญแจดอกที่สี่ คือ การดำเนินธุรกิจในลักษณะ Social Enterprise การนำระบบการปลูกข้าวอินทรีย์มาใช้ควบคู่กับการประยุกต์เอา Social business ร่วมกับ Fair trade และ Contract farming มาขับเคลื่อนธุรกิจ ทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจในลักษณะ Social enterprise ซึ่งเหมาะสมในการดูแลเกษตรกรในโครงการที่มีพื้นที่ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ประมาณ 3,000-5,000ไร่ และพื้นที่นอกโครงการจำนวนมาก โดยพื้นที่ปลูกว่า 70% อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จะเห็นได้ว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือ thai rice berry มีการวางแผนการตลาดที่ครบวงจรโดยเฉพาะการบริหารเรื่องปริมาณผลผลิต ที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละฤดูกาล รวมทั้งการกำหนดราคารับซื้อที่แน่นอนและเพิ่มขึ้นในแต่ละปีทำให้เกษตรกรสามารถวางแผน เรื่องต้นทุน รวมทั้งการบริหารจัดการดินเพื่อให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ภายใต้ระบบการปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี

ที่มาจากบทความในหนังสือข้าวไทย ฉบับที่ 43 หน้า 65-66
ภาพบางส่วน: ipmp.org ฟาร์มนอกกะลา

]]>
 
Wheat flour, and flours made from other grains such as rye and barley, contain gluten (a protein). Gluten gives dough its elasticity, leavening qualities and chewiness. Coeliacs, and those intolerant to gluten, should look for rice flour or non-wheat, gluten-free flours.
What we do?
Toumi Foods & Product Best product Dehydrated Rice for sale

Last Archives

Database Error

Error establishing a database connection